3332 อาคารวิวัฒน์ชัย ชั้น 7 ยูนิตเอ ถนนพหลโยธิน แขวงจตุจักร เขตจอมพล กรุงเทพฯ 10900

เมื่อสงครามต้องชนะกันด้วยข้อมูล

เมื่อสงครามต้องชนะกันด้วยข้อมูล

คุณจะมีข้อมูลดิบอย่างเดียวโดยไม่มีข้อมูลที่ประมวลผลแล้วก็ได้
แต่คุณไม่มีทางจะมีข้อมูลที่ประมวลผลแล้วได้ ถ้าคุณไม่มีข้อมูลดิบ

แดเนียล คีส์ โมแรน – นักวิทยาศาสตร์และนักเขียนชาวอเมริกัน

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ถือเป็นช่วงที่วิทยาการคอมพิวเตอร์และเครื่องมือสำหรับเก็บข้อมูลพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จะว่าไปแล้วแทบทุกสิ่งที่มนุษย์เราคิดค้นขึ้นมาก็เพื่อให้เราเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วขึ้น 

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีนักวิทยาศาสตร์หลายๆ คนที่เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาจากการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ซึ่งช่วยในการคำนวณข้อมูลจำนวนมาก เช่น เพอร์ซี่ ลุดเกต (Percy Ludgate) จากดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ เขาคิดค้นเครื่องคิดเลขขึ้นมา นอกจากนั้นก็ยังมีนักวิทยาศาตร์คนสำคัญอย่างนิโคลา เทสลา (Nikola Tesla)  จากสหรัฐอเมริกา ผู้เริ่มคิดค้นระบบเทคโนโลยีแบบไร้สายเพื่อเชื่อมต่อพลังงาน ซึ่งเป็นรากฐานที่จะต่อยอดไปสู่คอมพิวเตอร์ เทสล่าเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลมาก ตั้งแต่สมัยนั้นเทสลาก็พูดถึงโครงข่ายไร้สายและโทรศัพท์ไร้สายที่จะมาอยู่ในกระเป๋าเสื้อของเราแล้ว

Percy Ludgate กับสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถคำนวณข้อมูลจำนวนมากได้

ในโลกของข้อมูล เหตุการณ์ที่น่าสนใจในช่วงต้นศตวรรษ ไม่มีเรื่องใดน่าสนใจมากไปกว่าผลงานของนักประดิษฐ์ชาวเยอรมันชื่อ ฟริตซ์ ฟูลเมอร์ (Fritz Pfleumer) เขาได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่สามารถนำข้อมูลไปเก็บไว้ในแถบแม่เหล็ก ซึ่งต่อมาเป็นรากฐานของการเก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้เป็นแผ่นเสียง เทปคาสเซ็ต หรือแม้แต่ฮาร์ดดิสก์ที่เราใช้เก็บข้อมูลในปัจจุบันก็ใช้หลักการจากสิ่งประดิษฐ์ของฟูลเมอร์เช่นกัน ผลงานของฟริตซ์ ฟูลเมอร์ทำให้การเก็บและนำข้อมูลมาใช้เติบโตไปอีกขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้วิทยาการการเก็บข้อมูลพัฒนาไปอย่างรวดเร็วราวกับก้าวกระโดด ก็คือการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สอง

Fritz Pfleumer

เมื่อโลกเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง วิทยาการที่สั่งสมมาทุกอย่างถูกนำมาใช้ทางการทหารเพื่อการช่วงชิงความได้เปรียบในการสู้รบของทั้งฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะ หนึ่งในวิทยาการที่สำคัญที่สุดในครั้งนั้นก็คือการประดิษฐ์เครื่องถอดรหัสของเครื่องอินิกม่า (Enigma) โดยอลัน ทัวริ่ง (Alan Turing) นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษเป็นผู้คิดค้นการถอดรหัสนี้ขึ้น เนื่องจากฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการถอดรหัสที่ถูกส่งโดยเครื่องแบบปลั๊กบอร์ด (Plugboard) ของฝ่ายอักษะเพื่อจะได้ทราบรหัสที่ตั้งของการโจมตีทิ้งระเบิด นั่นเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันในปัจจุบันนี้ หลังสงครามสงบ โลกของเราก็เริ่มเข้าสู่ยุคสงครามเย็น มีการนำเอาวิทยาการทางทหารมาดัดแปลงใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้นตามสัดส่วนของชนชั้นกลางที่เพิ่มจำนวนภายหลังสงคราม ในช่วงยุคกลางของศตวรรษที่ 20 บริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไอบีเอ็ม (IBM) ก่อตั้งขึ้นและเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเก็บข้อมูลต่างๆ เช่น ช่วยคำนวณเส้นทางการบินของยานสำรวจอวกาศของนาซ่า (NASA) และพัฒนาระบบการเก็บข้อมูลของรัฐบาลและธนาคาร ซึ่งพัฒนาตามระบบเศรษฐกิจและพลเมือง

เห็นได้ว่าทุกสิ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกันทั้งหมด เมื่อสังคมซับซ้อนขึ้น สิ่งที่จำเป็นที่สุดในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจก็คือ “ข้อมูล” ในปี ค.ศ. 1965 สหรัฐอเมริกาประกาศว่าจะสร้างศูนย์ข้อมูลกลางแห่งแรกของโลก ซึ่งจะเก็บข้อมูลภาษีกว่า 740 ล้านรายการ รวมถึงลายนิ้วมือของพลเมืองสหรัฐอีกกว่า 140 ล้านชุด ถือเป็นครั้งแรกของการก้าวกระโดดเข้าสู่ฐานข้อมูลขนาดใหญ่หรือบิ๊กดาต้า (Big Data) เป็นการประกาศความก้าวหน้าและวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำโลกของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา

บิ๊กดาต้าถูกใช้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ก่อนที่เราจะมีอินเตอร์เน็ตใช้กันอย่างแพร่หลายเสียอีก  อีรีค ลาร์สัน (Erik Larson) นักเขียนชื่อดังของสหรัฐอเมริกา เคยกล่าวถึงบิ๊กดาต้าไว้เมื่อปี ค.ศ. 1989  ในบทความนิตยสารฮาร์เปอร์สซึ่งเขาเขียนบ่นเรื่องที่มีคนส่ง “จดหมายขยะ” (เช่น จดหมายสมัครบัตรเครติด หรือจดหมายสมัครเป็นสมาชิกต่างๆ ) จำนวนมากมาให้เขา โดยเขาได้บรรยายไว้ว่า “คนที่เก็บข้อมูลบิ๊กดาต้ามักพูดว่า พวกเขาเก็บข้อมูลไว้เพื่อประโยชน์ของลูกค้า แต่ข้อมูลของพวกเราก็ถูกนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์อื่นเสียมากกว่า” หลังจากที่ลาร์สันพูดไว้ไม่นาน โลกของเราก็เข้าสู่ยุคต้นของอินเตอร์เน็ต

หากลองนึกย้อนกลับไปสัก 30  ปีก่อนซึ่งเป็นสมัยที่อินเตอร์เน็ตเพิ่งเริ่มต้น เรายังอาจไม่รับรู้ถึงพลานุภาพของของข้อมูลมหาศาลที่หลั่งไหลจากทั่วทุกสารทิศอย่างทุกวันนี้ รู้เพียงว่าอินเตอร์เน็ตสามารถเชื่อมต่อเราได้จากทุกที่ ทุกเวลาและจากทุกหนแห่งของโลก ขอแค่มีสายโทรศัพท์ไปถึง ในยุคนั้นมันออกจะดูเป็นนวัตกรรมเพื่อธุรกิจมากกว่าสำหรับมวลชนด้วยซ้ำ 

อินเตอร์เน็ตแพร่หลายมากขึ้นตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1991 เป็นต้นมา ทุกคนเริ่มรู้สึกถึงความสำคัญของอินเตอร์เน็ตว่ามันกำลังจะกลายเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในอีกไม่นาน โดยเฉพาะเมื่อกูเกิ้ล (Google) เริ่มเปิดใช้งานในปี ค.ศ. 1998 

กูเกิ้ลกลายเป็นจุดตั้งต้นของการเก็บข้อมูลมหาศาลและอื่นๆ อีกมากมาย โดยใช้เวลาราว 20 กว่าปีในการก้าวขึ้นมาเป็นหัวแถวของการเก็บข้อมูล และกูเกิ้ลได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่าการมีข้อมูลอยู่ในมือนั้น สามารถทำเงินและพัฒนาต่อยอดได้อย่างไรบ้าง 

ในปี ค.ศ. 1997 ก่อนหน้าที่เราจะรู้จักกูเกิ้ล ไมเคิล เลสก์ (Michael Lesk) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ได้ตั้งคำถามถึง “ขนาด” ของการเก็บข้อมูลของเรา โดยเทียบการใช้งานอินเตอร์เน็ต ความทรงจำของมนุษย์และการแปลงข้อมูลจากอนาล็อคไปเป็นข้อมูลดิจิตัล (เช่น การเทียบเคียงการเก็บหนังสือของห้องสมุดให้อยู่ในรูปแบบของไฟล์) เขาเขียนบรรยายความคิดเห็นของเขาไว้ในการศึกษา เรื่อง “How Much Information is There in the World?” ณ เวลานั้นเขาทำนายไว้ว่าคนเราจะเก็บข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ปีละประมาณ 3.2 เทราไบต์ต่อคนและหากจะเก็บข้อมูลทั้งโลก อาจต้องใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูล ประมาณ 12,000 เพตาไบต์ (1,024 เทราไบต์เท่ากับ 1 เพตาไบต์) 

เมื่อดูจากกิจกรรมของเราที่อยู่กับข้อมูลทั้งวันและอีกครึ่งคืนแบบนี้  ไม่แน่ใจแล้วว่าพื้นที่เท่านี้จะเพียงพอหรือเปล่า 

หากท่านสนใจระบบ QR Code  ของ ScanMe SeeScore  สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 099-564-5947, 096-142-9547

Related Posts