เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด ช่วยโชว์ข้อมูลให้ผมดูก่อน
เอ็ดเวิร์ด อาร์ ทุฟท์- ศาสตราจารย์ด้วย รัฐศาสตร์และสถิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล
คุณรู้ไหมว่า ชื่อ Google มีที่มาจากอะไร?
“Google” (กูเกิ้ล) ดัดแปลงมาจากคำว่า googol ซึ่งหมายถึง จำนวนมหาศาล คือเลข 1 ตามด้วยเลข 0 อีก 100 ตัว เป็นตัวสะท้อนถึงข้อมูลจำนวนมากมายมหาศาลที่ Google สามารถช่วยเราหาได้ ข้อมูลจาก Google Search Statistics บอกว่าทุกวันนี้คนทั่วโลกใช้กูเกิ้ลหาข้อมูลวินาทีละ 40,000 ครั้ง นั่นหมายถึงว่าวันหนึ่งๆ ทั่วโลกใช้ Google ในการหาข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่ค้นหาความหมายของคำศัพท์ หาแผนที่สำหรับเดินทาง ไปจนถึงหาสินค้าที่ต้องการช้อปปิ้ง และข้อมูลอื่นๆ ประมาณ 3,500 ล้านครั้งต่อวัน และมีผู้เข้าชมวิดีโอใน YouTube (ยูทูป) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Google ถึง 80,000 ครั้งต่อวินาที เป็นจำนวนที่มากเสียจนคุณอาจจินตนาการไม่ออกเลยว่าข้อมูลมหาศาลเหล่านี้หลั่งไหลมาจากใด และทำไมมันจึงมากมายขนาดนี้ ทั้งแลรี่ เพจ (Larry Page) และเซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin) ผู้ก่อตั้ง Google ตระหนักดีว่าความต้องการข้อมูลของคนเรานั้นสามารถสร้างธุรกิจได้ และเห็นแนวโน้มของธุรกิจ World Wide Web (WWW) ว่าถึงเวลาที่ต้องเตรียมการสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นั่นคือการจัดการกับข้อมูลอันมหาศาล เรียกว่าเป็นสร้างระบบขึ้นมาใหม่เลยก็ว่าได้
ในปี ค.ศ. 1999 หลังจากการเปิดตัวของ Google เพียงปีเดียว นั่นเป็นครั้งแรกที่โลกได้ทำความรู้จักกับคำว่า “Internet of Things” จากเควิน แอชตัน (Kevin Ashton) เขาใช้คำนี้อธิบายถึงผลิตภัณฑ์ของเขาซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารกับเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งผ่านทางคลื่นวิทยุ เรียกว่าระบบ RFDI (Radio-Frequency Identification) เขาเองมีความเชื่อว่าในอนาคต เครื่องมือเหล่านี้จะสามารถติดต่อกันเอง และทำงานหลายๆ อย่างแทนเราโดยเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีแบบไร้สาย
และเชื่อว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของบูรณาการการใช้งานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการพูดถึงเรื่องการบูรณาการของข้อมูลอย่างกว้างขวางเมื่อกำลังเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ (เข้าสู่ช่วงปี ค.ศ. 2000) ก็คือ ราคาของฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะถูกลง ในช่วงศตวรรษเดียวพัฒนาการของหน่วยประมวลผลก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างเช่น ในอดีตเครื่อง IBM Tabulator เคยทำได้แค่ระดับต่ำกว่าแบคทีเรียอย่าง แต่ในปัจจุบัน Intel Core i7 สามารถประมวลผลได้ดีกว่าหนูแล้ว และเมื่อมองถึงเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ แนวโน้มของการผลิตที่มีต้นทุนถูกลงเนื่องจากสามารถผลิตจำนวนมากได้ การบูรณาการข้อมูลยุคใหม่จึงเริ่มเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และไม่ผูกขาดเฉพาะรัฐหรือองค์กรของรัฐเท่านั้น ผู้ประกอบการเอกชนก็สามารถเป็นเจ้าของได้เช่นกัน และหากผู้ประกอบการเก็บข้อมูลได้มากพอ พวกเขาก็จะสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจได้ วิศวกรซอฟท์แวร์จึงเริ่มเป็นที่ต้องการมากขึ้น การเขียนอัลกอริธึมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากตลอดทศวรรษที่ผ่านมา การออกแบบซอฟท์แวร์เหล่านี้กลายเป็นหัวใจหลักที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาฮาร์ดแวร์ เพื่อให้ทั้งสองอย่างเข้าถึงผู้ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนก็เช่นการเพิ่มประสิทธิภาพของกล้องถ่ายรูปในสมาร์ทโฟน ในปัจจุบันเราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของกล้องได้จากซอฟท์แวร์ที่สามารถอ่านค่าของแสงและปรับแก้ไฟล์ได้อัตโนมัติเพื่อให้รูปออกมามีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงสามารถจัดการพลังงานได้ด้วยตัวเองเมื่อต้องถ่ายรูปในที่แสงน้อย ถ่ายภาพเคลื่อนไหวหรือซูมภาพหลายๆ เท่า
สิ่งสำคัญที่ไม่แพ้กับการพัฒนาซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์เหล่านี้ก็คือการมาถึงของ “บิ๊กดาต้า” เมื่อมีฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ที่มีประสิทธิภาพแล้ว การบูรณาการข้อมูลก็ไม่ใช่เรื่องยากนัก
ตัวอย่างหนึ่งของการบูรณาการที่ได้ผลก็คือเว็บไซต์ www.amazon.com เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bazos) ผู้ก่อตั้ง Amazon เริ่มต้นธุรกิจของตนเองในปี ค.ศ. 1994 ด้วยการขายหนังสือบนอินเตอร์เน็ต Amazon สามารถสร้างประสบการณ์การซื้อของลูกค้าบนอินเตอร์เน็ตได้ด้วยหลักการง่ายๆ คือ ออกแบบเว็บให้ใช้งานง่าย และเชื่อมโยงหลังบ้านด้วยข้อมูล เพื่อ “เดา” ความต้องการของลูกค้าได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร เช่น ช่วยเลือกหนังสือเล่มที่ใกล้เคียงกับเล่มที่ลูกค้าเคยซื้อ หรือย่อรายละเอียดของการแนะนำหนังสือให้จบภายใน 2-3 บรรทัด เพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียเวลาในการอ่าน ฯลฯ อีกหลายเรื่องที่เราอาจพูดได้ว่าแอมะซอนเป็นแบรนด์แรกๆ ที่ยกระดับของการใช้ข้อมูลของลูกค้าให้เป็นประโยชน์และยกระดับมาตรฐานการทำงานให้กับทุกบริษัทในยุคดิจิทัลก็ว่าได้ เมื่อก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ Amazon ก็เปิดธุรกิจใหม่ ซึ่งก็คือ Amazon Web Service ก่อนการมาถึงของไอโฟน 5 ปี เพื่อให้บริการคลาวด์แพลตฟอร์มทั้งแบบบุคคล ห้างร้าน บริษัทหรือรัฐ ในการเก็บและจัดการข้อมูลแบบยืดหยุ่นได้ ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นก่อน Google เสียอีก ปัจจุบันส่วนแบ่งของผู้ให้บริการคลาวด์ของ Amazon ยังคงเป็นอันดับหนึ่ง โดยเน้นไปที่ลูกค้าองค์กร ซึ่งกินสัดส่วนมากถึง 34% ของบริการคลาวด์ที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก

เรื่องของ Amazon ยังมีให้เราคุยอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องการเป็นบริษัทออนไลน์รีเทลอันดับหนึ่งของโลก น่าสนใจว่า Amazon จัดการกับข้อมูลมหาศาลและเปลี่ยนมาเป็นบริการได้อย่างไร
หากท่านสนใจระบบ Qr Code ของ ScanMe SeeScore สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 087-689-8608, 082-439-1589


