บิ๊กดาต้าสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของธุรกิจสุขภาพได้เลย
จากบทความ “The big-data revolution in US health care: Accelerating value and innovation”
สิ่งที่น่ากังวลก็คือ ต้องเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระดับรากฐานของการเก็บข้อมูล
ก่อนที่ผู้เล่นรายใหญ่จะฉวยข้อมูลที่มีค่าเหล่านี้ไปเสียหมด
โดย Basel Kayyali, David Knott, และ Steve Van Kuiken
ในบทความตอนนี้ จะมาเล่ากันต่อถึงประโยชน์อันมหาศาลของ Big Data (บิ๊กดาต้า) ที่มีต่อวงการแพทย์และธุรกิจที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ทุกวันนี้บิ๊กดาต้าเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นในการช่วยให้มนุษย์เรามีอายุยืนยาว
หากพูดเรื่องนี้เมื่อสักสิบปีก่อนคงไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่ ณ เวลานี้มันจริงเสียยิ่งกว่าจริง นอกเหนือจากประเด็นที่บิ๊กดาต้าจะเข้ามาช่วยเรารักษามะเร็ง ช่วยแจ้งเตือนให้เราออกกำลังกายสม่ำเสมอ หรือช่วยย่นระยะที่ต้องใช้ในโรงพยาบาลแล้ว มาดูกันว่าบิ๊กดาต้าจะสามารถช่วยให้สุขภาพของมนุษย์เราดีขึ้นในด้านใดได้อีกบ้าง
ในปี ค.ศ. 2018 มหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida) ได้มีการทดลองใช้ข้อมูลสาธารณสุขร่วมกับ Google ในการจำลอง Heat map ของเมือง (Heat Map คือข้อมูลที่จะแสดงออกมาเป็นสีต่างๆ คล้ายการแสดงอุณหภูมิ เพื่อบ่งบอกระดับความถี่ของพฤติกรรมหรือกิจกรรม) Heat Map นี้จะถูกนำมาประกอบการวางแผนการควบคุมโรค การป้องกันอุบัติภัย หรือใช้แสดงผลว่าย่านใดมีอัตราการเกิดหรือการตายที่สูงกว่าปกติ ข้อมูลเหล่านี้ล้วนมีส่วนสำคัญในการช่วยจัดการเมืองให้มีความสมดุลมากขึ้น มหาวิทยาลัยยังได้ลองนำข้อมูลด้านสุขภาพไปจับคู่กับที่ตั้งของสถานบริการทางการแพทย์เพื่อวางแผนรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

นอกจากโครงการของมหาวิทยาลัยฟลอริดา ก็ยังมีองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ โนอา (The National Oceanic and Atmospheric Administration – NOAA) ที่ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับการหา “จุดร้อน” ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อดูว่าในวันที่อากาศร้อน มีจุดที่ร้อนจัดหรือจุดที่อากาศเย็นอยู่ตรงไหนในเมืองบ้าง การทดลองนี้ทำโดยคนขับรถที่อาสาถือเทอร์โมมิเตอร์ไปตามที่ต่าง ๆ ของเมืองเพื่อวัดความร้อนและความเย็นของเมือง ข้อมูลเหล่านี้เป็นต้นแบบให้กับสหรัฐอเมริกาในการรับมือกับคลื่นความร้อนที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดมากขึ้นในอนาคต รวมทั้งการวางแผนปลูกต้นไม้ที่จะสามารถลดความร้อนในพื้นที่ได้
นอกจากจะสามารถคาดการณ์เกี่ยวกับผู้คนที่จะได้รับผลกระทบด้านสุขภาพแล้ว มันยังสามารถบอกเราได้ถึงค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องกับความร้อนได้อีกด้วย
นอกเหนือจากการใช้บิ๊กดาต้าเพื่อป้องกันหรือรักษาโรค การติดตามผลการรักษาก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่บิ๊กดาต้าสามารถเข้ามามีส่วนในการช่วยให้ชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นเช่นกัน ความก้าวหน้าของสมาร์ทโฟนและความสามารถของเหล่านักพัฒนาโปรแกรมที่คิดแอปพลิเคชันขึ้นทำให้สามารถติดตามอาการผู้ป่วย พูดคุยกับผู้ป่วย หรือเตือนให้พวกเขากินยา มาหาหมอ ฯลฯ หรือแม้กระทั่งส่งสัญญาณเตือนเมื่อเกิดอาการให้ทีมแพทย์ทราบ โดยเฉพาะในยุคที่โลกเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การคิดหาวิธีในการดูแลผู้สูงวัยเป็นเรื่องสำคัญ ในญี่ปุ่นเริ่มมีการทดลองนำหุ่นยนต์มาใช้ในการดูแลผู้ป่วย โดยใส่ข้อมูลของคนไข้ลงไปในหุ่นยนต์ด้วยเพื่อให้หุ่นยนต์คอยดูอาการ คอยช่วยเหลือ และอยู่เป็นเพื่อน จากการทดลองเบื้องต้นพบว่าหุ่นยนต์เหล่านี้ทำอาการของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ลดความรุนแรงลงได้ด้วย

ในอีกสิบปีข้างหน้าบทบาทของข้อมูลจะมีส่วนอย่างมากในการรักษาโรคและดูแลสุขภาพของผู้คน แต่สิ่งที่เราต้องคิดต่อไปจากนี้ก็คือ เมื่อข้อมูลมีค่ามากขึ้น แล้วการควบคุมเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลของเราบนอินเทอร์เน็ตจะมีเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด
ในตอนต่อไป จะมาพูดถึงเรื่องบิ๊กดาต้ากับความเป็นส่วนตัวกันบ้าง
อ้างอิง
https://www.datapine.com/blog/big-data-examples-in-healthcare
https://www.datapine.com/blog/business-intelligence-buzzwords-2019
ติดตามข้อมูลข่าวสารดีๆ จาก ScanMe SeeScore ผู้ให้บริการ ระบบ QR Code สำหรับเก็บข้อมูล big data
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 099-564-5947, 096-142-9547


